วันอาทิตย์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ผ่าตัด

ประโยชน์ของหมอ

ประโยชน์ที่การแพทย์ทางเลือกสร้างขึ้นให้แก่โลกมนุษย์ ก็คือได้เสนอวิธีการรักษาที่ใช้ได้อย่างกว้างขวาง ซึ่งเป็นวิธีที่รักษาด้วยพลังผสมหลายชนิดและอาศัยปฏิกิริยาของอวัยวะร่างกาย เซลล์ ตลอดจนกระทั่งยีนของมนุษย์ โดยสร้างการรักษาดังกล่าวไว้อยู่บนพื้นฐานของเครื่องอุปกรณ์ที่มีความละเอียดอ่อน การรักษาด้วยวิธีนี้เป็นการควบคุมไม่ให้เชื้อโรคเกิดการกระจายและเปลี่ยนแปลงทางเคมี จนกว่าการทำงานของอวัยวะร่างกายคืนสู่สภาพเดิม
ดังนั้น ความสำคัญของการแพทย์ทดแทนเหล่านี้ จึงเท่ากับการกินอาหารในชีวิตประจำวัน คาดกันว่า ในอนาคตอันใกล้ อุปกรณ์การแพทย์ทดแทนจะมีอยู่ทั่วไปในครัวเรือนเช่นเดียวกับกล่องการแพทย์ฉุกเฉินในศตวรรษที่ผ่านมา ในการใช้ชีวิตแต่ละวันของเรา หลีกไม่ได้ที่ต้องเจ็บไข้ได้ป่วยโดยการคุกคามของเชื้อโรค อย่างเช่นปวดหัว เจ็บกระเพาะ การย่อยอาหารไม่ปกติ เป็นหวัด ท้องเสีย นอนไม่หลับ และปวดกล้ามเนื้อเป็นต้น หากที่บ้านมีอุปกรณ์รักษาด้วยการแพทย์ทางเลือก ก็จะสามารถใช้งานได้ทันที โดยไม่ต้องไปลำบากกับการเดินทางหาหมอเลย

วันอาทิตย์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

การแพทย์


แพทย์ (อังกฤษ: physician, doctor) หรือเรียกเป็นภาษาพูดว่า "หมอ" ในบางพื้นที่ตามชนบทแพทย์อาจถูกเรียกเป็น "หมอใหญ่" เพื่อเลี่ยงความสับสนกับการเรียกพยาบาลหรือเจ้าหน้าที่ทางด้านสาธารณสุขต่างๆ แพทย์มีหน้าที่ ซักถามประวัติ ตรวจร่างกาย และส่งตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม เพื่อสั่งการรักษาหรือให้การรักษาโรค ส่งเสริมฟื้นฟูสุขภาพ ให้กับผู้ป่วย ร่วมกับบุคลากรด้านสุขภาพอื่นๆ
การเข้าศึกษาแพทยศาสตร์ในประเทศไทย
ปัจจุบันมีหน่วยงานชื่อว่า กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (กสพท.) ทำหน้าที่จัดสอบคัดเลือกและประกาศผลนักเรียนที่จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่หกเพื่อเข้ารับการศึกษาในคณะแพทยศาสตร์ต่างๆ ทั่วประเทศ และมีการรับนักเรียนตามโครงการต่างๆ อีกหลายโครงการ

การเรียนแพทยศาสตร์ในประเทศไทย
การเรียนแพทยศาสตร์ในประเทศไทยใช้เวลาเรียน 6 ปี ปีแรกเรียนวิทยาศาสตร์ทั่วไปเน้นเกี่ยวข้องทางชีววิทยา ปีที่ 2-3 เรียนวิชาที่เกี่ยวข้องทางการแพทย์ เรียกระยะนี้ว่า ปรีคลินิก (Preclinic) ปีที่ 4-5 เรียนและฝึกงานผู้ป่วยจริงร่วมกับแพทย์รุ่นพี่และอาจารย์ เรียกระยะนี้ว่า ชั้นคลินิก (Clinic) และปีสุดท้ายเน้นฝึกปฏิบัติกับผู้ป่วยจริงภายใต้การดูแลของแพทย์รุ่นพี่และอาจารย์เรียกระยะนี้ว่า เอกซ์เทอร์น (Extern)

แพทย์จบใหม่ในประเทศไทย
เมื่อนักเรียนแพทย์ในประเทศไทยศึกษาจบแพทยศาสตรบัณฑิต บัณฑิตแพทย์ต้องมีการทำงานหรือการชดใช้ทุนของแพทย์เป็นเวลา 3 ปี โดยกำหนดให้ทำงานให้รัฐบาล ซึ่งหากผิดสัญญาต้องจ่ายค่าชดเชยให้รัฐตามแต่สัญญาซึ่งทำไว้ตั้งแต่ก่อนเข้ารับการศึกษากำหนด ในปีแรกแพทยสภากำหนดให้มีการฝึกปฏิบัติงานเพิ่มเติมในโรงพยาบาลใหญ่ๆ ภายใต้การดูแลของแพทย์รุ่นพี่ที่มีประสบการณ์เป็นเวลา 1 ปี ซึ่งเรียกระยะนี้ว่า อินเทอร์น (Intern)

แพทย์เฉพาะทาง
หลังจากที่บัณฑิตแพทย์สำเร็จการศึกษาออกมาและได้เพิ่มพูนทักษะตามจำนวนปีที่แพทยสภา (Medical concils of Thailand) เป็นผู้กำหนดแล้ว สามารถสมัครเพื่ออบรมเป็นแพทย์ประจำบ้าน (Medical Resident) และเมื่อจบหลักสูตรการอบรมและสามารถสอบใบรับรองจากราชวิทยาลัยแพทย์ต่างๆได้แล้ว จึงจะได้เป็นแพทย์เฉพาะทางได้ต่อไป

สาขาของแพทย์เฉพาะทาง
อายุรแพทย์ - แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรศาสตร์
สูตินรีแพทย์ - แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสูตินรีเวชวิทยา
ศัลยแพทย์ - แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยศาสตร์
ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ - แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์ (ศัลยกรรมกระดูกและข้อ)
จักษุแพทย์ - แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจักษุวิทยา
จิตแพทย์ - แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชศาสตร์
แพทย์โสตศอนาสิก - แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโสตศอนาสิกวิทยา
พยาธิแพทย์ - แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพยาธิวิทยา
รังสีแพทย์ - แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีวิทยา
วิสัญญีแพทย์ - แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านวิสัญญีวิทยา
กุมารแพทย์ - แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์
แพทย์เวชปฏิบัติครอบครัว - แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชปฏิบัติครอบครัว
แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู - แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู
แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน - แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฉุกเฉิน
ดูเพิ่ม
ทันตแพทย์
วิสัญญีแพทย์
เภสัชกร
สัตวแพทย์
จิตแพทย์
พยาบาล
แพทยศาสตร์
แพทย์การประหารชีวิต
ประวัติ

ตรา 40ปี รามาธิบดีพ.ศ. 2507 รัฐบาลได้วางนโยบายหลักในแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติระยะที่ 2 ให้ผลิตแพทย์และพยาบาลเพิ่มขึ้น โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะปรับอัตราส่วน ระหว่างแพทย์ กับจำนวนประชากร ให้อยู่ในระดับใกล้เคียง กับอัตราส่วน ของประเทศอื่น จึงได้อนุมัติให้จัดตั้ง คณะแพทยศาสตร์แห่งใหม่ ในมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ (มหาวิทยาลัยมหิดล ในปัจจุบัน) โดยใช้ที่ดินบริเวณหน้ากรมทางหลวง และได้อนุมัติให้จัดตั้งโรงพยาบาลรามาธิบดี ขึ้นพร้อมกัน
พ.ศ. 2508 มีพระราชกฤษฎีกา ก่อตั้งคณะแพทยศาสตร์ลำดับที่ 4 ของประเทศไทย ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามว่า "คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี"
พ.ศ. 2552 ครบรอบ 40ปี รามาธิบดี โดยคณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีได้จัดงาน"การประชุมวิชาการ 4 ทศวรรษ รามาธิบดี : จากนวัตกรรมสู่เวชปฏิบัติ"ที่อิมแพ็ค อารีนา โดยมีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาเสด็จมาเปิดงาน
พ.ศ. 2552 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถเสด็จพระราชดำเนินเปิดศูนย์หลอดเลือดหัวใจและ เมตบอลิซึม ณ อาคารศูนย์การแพทย์สิริกิติ์ และทรงเปิดอาคารศูนย์อุบัติเหตุและเวชศาสตร์ฉุกเฉินสมบูรณ์แบบ
พ.ศ. 2552 คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีได้รับที่ดินพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช เป็นจำนวน300ไร่ของโครงการลูกพระดาบส ณ จังหวัดสมุทรปราการ (ซึ่งคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีได้มีโครงการพัฒนาที่ดินดังกล่าวเป็นโรงพยาบาล และ ศูนย์การเรียนรู้ทางแพทยศาสตร์ศึกษาสมบูรณ์แบบ ชื่อโครงการคือ"รามาธิบดี-บางพลี")
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นคณะแพทยศาสตร์แห่งที่ 4 ของประเทศ และเป็นคณะแพทยศาสตร์แห่งที่ 2 ที่สังกัดมหาวิทยาลัยมหิดล ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2508 โดยได้รับการสนับสนุนจาก มูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ ทั้งในด้านทุนทรัพย์และบุคลากร และยังมีผู้เชี่ยวชาญไทยที่ผ่านการฝึกอบรมจากรประเทศสหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักรอีกจำนวนหนึ่งด้วย

ปัจจุบัน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี รับนักศึกษาเข้าศึกษาในระดับปริญญาตรี (เป็นนักศึกษาแพทย์ประมาณ 150 คน และนักศึกษาพยาบาลอีก 150 คนต่อปี) ระดับหลังปริญญาในสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพและสาขาที่เกี่ยวข้องมีโครงการปริญญาเอก โครงการฝึกอบรมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ และสาขาย่อยเฉพาะทาง รวมทั้งการวิจัยด้วย

เป้าหมายของคณะฯ คือการผลิตบุคลากรทางการแพทย์สาขาต่าง ๆ พยาบาลและบุคลากรอื่นทางการแพทย์ที่มีคุณภาพ เน้นให้นักศึกษาได้เรียนรู้การดูแลรักษาแบบองค์รวม การใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมและสามารถทำงานในชุมชนได้



คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล นับได้ว่าเป็นคณะที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดของประเทศไทย โดยมีต้นกำเนิดมาจากโรงเรียนแพทยากร และพัฒนามาจนกระทั่งเป็น คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล สังกัดมหาวิทยาลัยมหิดล ปัจจุบัน คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มีอายุ 120 ปีแล้ว มีบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาทั้งหมด 115 รุ่น สำหรับนักศึกษาแพทย์ปีการศึกษา 2553 นี้ นับเป็นรุ่นที่ 121

ประวัติ
วิชาการแพทย์ไทยแต่เดิมพัฒนาจากการใช้ยาสมุนไพร เมื่อชาวบ้านคนใดเจ็บป่วยก็พากันไปรักษากับหมอยาตำราหลวงตามแบบแผนอย่างไทย กระทั่งมีคณะมิชชันนารีจากต่างชาติที่เข้ามาเผยแผ่ศาสนาพร้อมกับวิทยาการทางการแพทย์แผนตะวันตกในช่วงปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้เกิดรูปแบบการรักษาพยาบาลแบบใหม่ขึ้นในสยามประเทศ

ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชประสงค์จะให้มีโรงพยาบาล เพื่อจัดระเบียบและยกระดับมาตรฐานการแพทย์และการสาธารณสุขในสยามให้สมกับเป็นประเทศที่รุ่งเรือง พระองค์ทรงจัดตั้งคณะกรรมการ (คอมมิตตี-Committee) ชุดหนึ่ง เมื่อวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2429 ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิทั้งสิ้น 9 ท่าน คือ

1.พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นสิริธัชสังกาศ เป็นนายก
2.พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นดำรงราชานุภาพ
3.พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าศรีเสาวภางค์
4.พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าวัฒนานุวงศ์
5.พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์
6.พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปฤษฏางค์
7.พระยาโชฏึกราชเศรษฐี
8.เจ้าหมื่นสรรเพชรภักดี
9.ดอกเตอร์ ปีเตอร์ เคาแวน แพทย์ประจำพระองค์
เป็นผู้ร่วมดำเนินการจัดตั้งโรงพยาบาล คณะกรรมการชุดนี้ได้กราบทูลขอแบ่งพื้นที่พระราชวังบวรสถานพิมุขด้านใต้อันเป็นพื้นที่หลวงร้างฟากธนบุรี เพื่อเป็นพื้นที่ก่อสร้างโรงพยาบาล และซื้อที่ริมข้างเหนือโรงเรียนของคณะมิชชันนารีอเมริกันเพื่อทำท่าขึ้นโรงพยาบาล และให้ชื่อว่า “โรงพยาบาลวังหลัง” เป็นโรงพยาบาลหลวงแห่งแรกในสยาม

ลุปี พ.ศ. 2430 ขณะกำลังก่อสร้างโรงพยาบาล สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ ประชวรสิ้นพระชนม์ด้วยพระโรคบิด ยังความโศกเศร้าพระราชหฤทัยแก่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและ สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระวรราชเทวี เป็นล้นพ้น จึงทรงมีพระราชประสงค์ที่จะเกื้อกูลโรงพยาบาลเพื่อเป็นพระราชกุศล เมื่อเสร็จสิ้นงานพระเมรุพระราชทานเพลิงพระศพแล้ว ได้พระราชทานไม้ที่ใช้สร้างพระเมรุมาศจำนวน 15 หลังมาเป็นวัสดุสำหรับปลูกสร้างโรงพยาบาล ทั้งยังได้พระราชทานพระราชทรัพย์ในส่วนของเจ้าฟ้าศิริราชฯ จำนวน 700 ชั่ง (56,000 บาท) เป็นค่าก่อสร้างอีกด้วย ดังปรากฏพระราชปรารภของพระองค์ในพระราชหัตถเลขาถึงคณะกรรมการสร้างโรงพยาบาล ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ลงวันอังคาร เดือนอ้าย แรม 7 ค่ำ ปีชวดสัมฤทธิ์ศก จุลศักราช 1250 ความตอนหนึ่งว่า

"...ภายหลังเกิดวิบัติเคราะห์ร้าย ลูกซึ่งเป็นที่รักตายเป็นที่สลดใจด้วยการที่รักษาเจ็บไข้ เห็นแต่ว่าลูกเราพิทักษ์รักษาเพียงนี้ ยังได้ความทุกขเวทนาแสนสาหัส ลูกราษฎรที่อนาถาทั้งปวงจะได้ความลำบากทุกข์เวทนายิ่งกว่านี้ประการใด ยิ่งทำให้มีความปรารถนาที่จะให้มีโรงพยาบาลมากยิ่งขึ้น ภายหลังกรมหมื่นดำรงราชนุภาพคิดการที่จะตั้งโรงพยาบาล ทำความเห็นมายื่น เห็นว่าเป็นทางที่จะจัดการตลอดได้ จึงได้ตั้งท่านทั้งหลายเป็นคอมมิตตีจัดการ แลได้ปรึกษากับแม่เล็กเสาวภาผ่องศรี มีความชื่นชมในการที่จะสงเคราะห์แก่คนที่ได้ความลำบากด้วยป่วยไข้นี้ด้วย ยอมยกทรัพย์สมบัติของลูกที่ตายให้เป็นส่วนในการทำโรงพยาบาลนี้ เป็นต้นทุน..."





พระเมรุ 5 ยอด สมเด็จเจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ ณ ท้องสนามหลวงวันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2431 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดโรงพยาบาล ซึ่งวันนี้ถือว่าเป็นวันกำเนิดโรงพยาบาล และพระราชทานนามใหม่แก่โรงพยาบาลว่า “โรงศิริราชพยาบาล” สังกัดกรมพยาบาลอันมีพระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าศรีเสาวภางค์เป็นอธิบดี

เมื่อตั้งโรงพยาบาล ความลำบากประการแรกที่ต้องพบคือการสรรหาแพทย์ประจำโรงพยาบาล ในชั้นแรกคณะกรรมการได้เชิญหมอหลวงที่มีชื่อเสียงมารับตำแหน่งกินเงินเดือน ซึ่งก็ได้พระประสิทธิวิทยา (หนู – ภายหลังได้เป็น พระยาประเสริฐศาสตร์ธำรง) มาเป็นแพทย์ใหญ่ พร้อมกับลูกศิษย์อีก 2 คนเป็นแพทย์รอง

ในคราวนั้น คณะกรรมการเห็นว่าการจะหาแพทย์เพิ่มเติมนั้นยากเต็มที เพราะบรรดาหมอที่มีชื่อเสียงในขณะนี้ออกจะถือตัว ไม่ยอมเข้าร่วมกับโรงพยาบาล สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นดำรงราชานุภาพ จึงได้กราบบังคมทูลให้มีการจัดตั้งโรงเรียนสอนวิชาแพทย์ขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนแพทย์และจะได้เพิ่มเติมวิธีการรักษาด้วยการผ่าตัดตามแนวตะวันตกให้แก่แพทย์ไทยด้วย โดยตั้งโรงเรียนขึ้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาหน้าโรงพยาบาล เมื่อ พ.ศ. 2432 และเปิดสอนตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2433 รับสมัครนักเรียนอายุ 18 ปีเข้าศึกษาโดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม มีดอกเตอร์ยอร์ช แมกฟาแลนด์ (หมอเมฆฟ้าลั่น - ภายหลังได้เป็น อำมาตย์เอก ศาสตราจารย์พระอาจวิทยาคม) เป็นครูสอน กระทั่งวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2436 จึงได้เปิด “โรงเรียนแพทยากร” ขึ้นอย่างเป็นทางการตามพระบรมราชโองการ และเจริญรุ่งเรืองมาจนได้รับพระราชทานนามใหม่ว่า “โรงเรียนราชแพทยาลัย” ในวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2443

ในวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2459 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนาโรงเรียนข้าราชการพลเรือนขึ้นเป็น “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” เพื่อเฉลิมพระเกียรติแด่พระบรมชนกนาถ ในโอกาสนี้ได้ทรงรวมโรงเรียนราชแพทยาลัยเข้าเป็น 1 ใน 4 คณะแรกของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และพระราชทานนามว่า “คณะแพทยศาสตร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ต่อมาได้เปลี่ยนนามตามพระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2461 เป็น “คณะแพทยศาสตร์และศิริราชพยาบาล”

ในปี พ.ศ. 2464 รัฐบาลบาลสยาม (กัดฟันมันสยาม-Government of Siam) ได้เริ่มเจรจากับมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ (Rockefeller) ในชั้นแรกได้ติดต่อผ่านทางเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีซึ่งเป็นเสนาบดีกระทรวงศึกษาธิการ ต่อมา สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมขุนสงขลานครินทร์ ทรงรับเป็นผู้แทนฝ่ายไทยในการเจรจาเพื่อปรับปรุงและขยายการศึกษาแพทยศาสตร์ของสยามให้ถึงระดับปริญญา นอกจากนี้ เมื่อครั้งที่สมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลฯ ดำรงตำแหน่งมหาอำมาตย์ตรี อธิบดีกรมมหาวิทยาลัย กระทรวงศึกษาธิการ ยังทรงบริจาคพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อสร้างตึกในโรงพยาบาลศิริราชหลายหลัง และยังได้พระราชทานทุนการศึกษาแก่นักเรียนไทย สำหรับไปศึกษายังต่างประเทศเพื่อให้กลับมาเป็นอาจารย์ต่อไป (ดังเช่น นายแพทย์เฉลิม พรมมาส เป็นต้น)

นับได้ว่า สมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดชฯ ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อศิริราชและการแพทย์แผนปัจจุบันของไทยเป็นนานาอเนกประการ ทางคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลจึงได้จัดสร้างพระราชานุสาวรีย์ไว้ ณ ใจกลางโรงพยาบาล และถวายพระราชสมัญญาว่า “องค์บิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย” เพื่อประกาศพระเกียรติคุณของพระองค์ให้ปรากฏตราบชั่วนิรันดร์สมัย

ถึงรัฐบาลภายใต้การนำของจอมพลแปลก พิบูลสงคราม (ขีตะสังขะ) ได้ดำเนินนโยบายจัดระเบียบการบริหาราชการแผ่นดินใหม่ และได้รวมเอาคณะแพทยศาสตร์และศิริราชพยาบาล แผนกทันตแพทยศาสตร์ แผนกสัตวแพทยศาสตร์ และแผนกเภสัชศาสตร์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งขึ้นเป็น “มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์” เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2486 มีฐานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ก่อนจะย้ายมาสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อ พ.ศ. 2502 ระหว่างนี้ได้มีการจัดตั้งคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ต่อมาย้ายไปสังกัดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลนครเชียงใหม่ ต่อมาย้ายไปสังกัดมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เป็นต้น

วันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2512 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้พระราชทานนามใหม่แก่มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ว่า “ มหาวิทยาลัยมหิดล ” ทางคณะฯจึงได้ถือโอกาสนี้เปลี่ยนนามใหม่เป็น “คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล” โดยในระหว่างนี้ได้ช่วยเหลือในการจัดตั้งคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่นและมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ตามลำดับ

ปี พ.ศ. 2547 คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลได้รับกรรมสิทธิ์ที่ดินจากการรถไฟแห่งประเทศไทย เป็นจำนวน 30 ไร่


ความกดดันเวลาเป็นนักเรียนแพทย์นี่ยังมีอีกเยอะครับ….อืมมม…พี่ลองเขียนเท่าที่คิดออกก็แล้วกันนะครับ น้อง ๆ หมอคนอื่น ๆ ใครคิดออกก็เพิ่มเติมกันได้เลยนะครับ พี่ว่าดีเหมือนกันที่ให้น้อง ๆ ม.ปลายได้รู้ตรงนี้ไว้บ้าง จะได้ทราบว่าเรียนแพทย์ไม่ได้มีแต่ด้านสวยงามเหมือนความฝันครับ

- เรียนเยอะกว่าคนอื่น เวลาพักผ่อนน้อย (มีคณะไหนครับที่เรียนตั้งแต่ก่อน 7 โมงเช้า เลิกเรียนแล้วแต่ บางวันก็ 1-2 ทุ่ม แถมมีอยู่เวรทั้งครึ่งคืนและตลอดคืน)
- ไม่มีวันหยุดอีกต่อไป ไม่ว่าสุดสัปดาห์ ปิดเทอม หรือนักขัตฤกษ์ (มีก็นิดหน่อย หรือไม่ก็ยังคงต้องไปทำงาน/อยู่เวร)
- เด็กต่างจังหวัด อดกลับบ้านเน้อ…(ดูแลพ่อแม่คนอื่น แต่พ่อแม่ตัวเองนี่หาเวลาไปดูแลยากมาก)
- เรียนหนัก จ่ายหนัก (ค่าเล่าเรียนแพง ตำราแพทย์นี่ แต่ละเล่มหนา แพง ทั้งนั้น ไหนจะต้องทำรายงาน ค้นอินเตอร์เน็ต ซีร็อกซ์ชีท)
- เสี่ยงชีวิต…ไม่ได้พูดเล่นนะ ในชั้นคลินิกที่น้องต้องฝึกเจาะเลือด ฉีดยา แทงน้ำเกลือ เจาะน้ำไขสันหลัง เข้าช่วยผ่าตัด ทำคลอด เย็บแผล เก็บเสมหะ อุจจาระ ปัสสาวะ ฯลฯ ล้วนแต่มีโอกาสติดเชื้อได้ทั้งสิ้น แม้ว่าจะป้องกันอย่างดี แต่อุบัติเหตุก็สามารถเกิดขึ้นได้เสมอครับ ตัวอย่างมีมากมาย…และเชื้อโรคที่น่ากลัวนี่ ไม่ต้องบอกก็คงพอนึกกันออกใช่มั้ยครับ

ความคาดหวังจากครอบครัวและสังคม เป็นความกดดันที่หนักหนาเอาเรื่องเลยครับ (คนเป็นหมอต้องเก่ง ดี รู้จักกาลเทศะเสมอ ทำอะไรถ้าผิดพลาดจะถูกจับตามองและตำหนิมากกว่าคนอื่นหลายเท่า จะได้ยินบ่อยมากกว่า “เป็นถึงนักเรียนแพทย์” “หมอไม่น่า…” ฯลฯ ถูกยกเป็นตัวอย่าง เปรียบเทียบกับคนอื่น ๆ ฯลฯ)
- ความกดดันจากผู้ป่วยและญาติบางคน ที่เห็นเราเป็นนักเรียนแพทย์ บางครั้งก็จะไม่เชื่อถือในความรู้ความสามารถ เกิดการลองภูมิ หรือไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำ
- งานที่นักเรียนแพทย์ต้องฝึกทำ มีหลายอย่างที่ปกติถ้าไม่มีนักเรียนแพทย์ พยาบาลก็ต้องเป็นคนทำ บางทีแทนที่พยาบาลจะคิดว่ามีนักเรียนแพทย์ขึ้นมาแล้วช่วยให้งานเบาลง จะกลายเป็นทำให้น้องรู้สึกว่าถูกใช้งานแทน และก็อย่างที่น้องบอกไว้ว่าบางครั้งก็จะมีการระบายอารมณ์กันอีกด้วย
- ในนักเรียนแพทย์บางคน จะขาดส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคมเนื่องจากอย่างที่รู้กันอยู่ว่าเวลาว่างมีน้อยอยู่แล้ว บางคนที่มีธุระส่วนตัว หรือแบ่งเวลาไม่ดีนักจะไม่เหลือเวลาทำอย่างอื่น ซึ่งในบางครั้งทำให้ถูกมองว่าเห็นแก่ตัวและไม่ช่วยเหลือ ไม่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมนั้น ๆ (คณะแพทย์มักถูกมองว่าเชิญไปร่วมงานอะไรของมหาวิทยาลัยแล้วมักไม่ค่อยร่วมมือ)
- สูญเสียความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล คนอื่นนอกสายอาชีพที่ไม่เข้าใจจะรู้สึกไม่ดีเวลาขอนัดเจอแล้วหมอขอเลื่อนนัดแบบไม่มีกำหนด หรือมีเวรกะทันหัน มีการตามตัว นัดเจอกันก็ลำบาก โทรไปหาก็บอกว่าติดเวร กำลังผ่าตัดบ้าง กำลังทำคลอดบ้าง คุยก็สั้น ๆ ถามคำตอบคำ (บางทีเพื่อนพี่โทรมา ด้วยความที่ไม่มีเวลาพี่ก็รีบถามว่า “มีธุระอะไรหรือเปล่า?” เพื่อนก็ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยดีว่า “ทำไม? ไม่มีธุระอะไรนี่จะไม่คุยเลยใช่มั้ย?” เป็นต้น) วันเกิดเพื่อน พ่อ แม่ทั้งทีแม้แต่โทรหาก็ไม่ทำ (พอดีปั๊มหัวใจคนไข้อยู่ที่ห้องฉุกเฉิน) โทรมาทีก็ดึกดื่น (ก็เพิ่งลงเวรอ่ะครับ)…โอย มีอีกหลายเหตุการณ์เลยครับ แฟนกันสมัย ม.ปลาย นี่เลิกกันไปหลายคู่ก็ตอนคนหนึ่งเรียนหมอนี่แหละครับ


- ความกดดันจากเวลาและภารกิจที่หลายครั้งไม่สามารถวางแผนชีวิตให้แน่นอนไปได้ เช่น พรุ่งนี้ต้องเข้าช่วยอาจารย์ผ่าตัด วันนี้ไม่ได้อยู่เวรก็จริง แต่ต้องรอรับผู้ป่วยที่จะมา รพ. รอผ่าตัดพรุ่งนี้ เพื่อซักประวัติ ตรวจร่างกาย ลงบันทึกในเวชระเบียน ฯลฯ ซึ่งบางครั้งก็ต้องรอกว่าคนไข้จะมา โดยที่ไปทำอย่างอื่นก็ไม่ได้ หรือจะสอบแต่ก็ต้องอยู่เวร (และไม่มีทางทราบล่วงหน้าว่าเวรวันนั้นจะยุ่งหรือไม่) ฯลฯ
- ความกดดันจากความรับผิดชอบและมโนธรรมส่วนบุคคล เช่น เย็บแผลคนไข้ไว้ 3 วันต่อมาคนไข้กลับมา รพ. เพราะมีก้อนเลือดคั่งใต้แผล (กลับไปเครียดครับ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเราห้ามเลือดไม่ดี หรือคนไข้ไปทำอะไรกับแผล หรือเขามีปัญหาเลือดไม่แข็งตัวแล้วตัวเขาไม่ทราบ ฯลฯ) คนไข้อายุยังน้อย (ไม่น่าตายง่าย ๆ) มาหัวใจหยุดเต้นในเวรเรา (ด้วยเหตุปัจจัยต่าง ๆ นาๆ) แล้วปั๊มหัวใจไม่ขึ้น เป็นต้นครับ
- การสอบครับ เรียนหมอนี่สอบถี่มาก และเนื้อหาก็เยอะแยะมากมาย รูปแบบการสอบนี่ก็หลากหลาย ทั้งกา ทั้งเขียน ทั้งปฏิบัติจริง ฯลฯ
- สุขภาพส่วนบุคคล บางคนนอนน้อยแล้วจะปวดหัว อยู่เวรทีไรก็เลยปวดหัววันรุ่งขึ้นทั้งวัน (แล้วคิดดูครับว่าต้องอยู่เวรประมาณ 3 วันครั้ง นานเป็นปี ๆ) บางคนแพ้แป้งในถุงมือผ่าตัด (ซึ่งไม่มีทางทราบล่วงหน้า จนกว่าจะสัมผัสแล้วเกิดอาการ แต่ก็ยังต้องเรียนทำคลอดและผ่าตัดตามหลักสูตร) บางคนก็เป็นโรคกระเพาะ (น้องลองกินข้าวสัก 3 คำ แล้วลุกไปวิดพื้นสัก 30 นาที (เหมือนไปปั๊มหัวใจคนไข้อ่ะครับ) แล้วกลับมากินอีกครึ่งจาน แล้วไปวิดพื้นอีก บางมื้อก็อดกินไปเลย ทำอย่างนี้สักสัปดาห์ละ 4-5 ครั้ง ต่อเนื่องสักเดือนสิครับ…หึ หึ…แต่เรียนหมอไม่ได้อยู่เวรแค่เดือนเดียวนะครับ)
- ผลการเรียนครับ บางคนเคยเรียนดีเด่นจาก ร.ร.เดิม มาก่อน พอมาเรียนหมอเจอเพื่อน ๆ เก่ง ๆ กันทั้งนั้น ผลการเรียนตัวเองจากที่ 1 เลยมาอยู่กลาง ๆ หรือค่อนมาล่าง ๆ คราวนี้ก็เครียดล่ะครับ
- ความมั่นใจในตัวเอง แต่พบว่าตนเองยังขาดความรู้ บางครั้งก็ทำให้เรากดดันนะครับ เช่น ตอบคำถามอาจารย์ หรือคนไข้และญาติไม่ได้ (อึ้งต่อหน้าเขาเลย แล้วก็กลับมาเครียด) หัตถการบางอย่างที่เคยทำได้แล้วในผู้ป่วยบางคนอยู่ดี ๆ ก็ทำไม่ได้ ก็ทำให้เครียดนะครับ รวมทั้งสภาพการทำงานด้วย เช่นเป็นปี 6 แล้ว ระหว่างดูคนไข้ร่วมกับปี 4-5 อยู่ พออาจารย์ถาม น้อง ๆ ตอบได้ เราตอบไม่ได้….ก็เครียดนะครับ หรือบางทีเรามีข้อสงสัยหรือไปถามพี่ ๆ หมอบางคนแล้วได้คำตอบกลับมาประมาณว่า “ปี… แล้วไม่ใช่เหรอ น่าจะรู้แล้วนะ” “อะไรกัน ไม่รู้ได้ยังไง” แบบนี้ก็ทำให้เครียดได้นะครับ
- ความผิดพลาดในการรักษาพยาบาล ไม่ว่าจะเกิดจากเหตุสุดวิสัย หรือบาปบริสุทธิ์ (ฝีมือยังไม่กล้าแข็ง แต่อยู่ในภาวะที่ต้องทำ แล้วได้ผลออกมาไม่ดีดังคาด หรือความรู้เท่าไม่ถึงการณ์) ก็ทำให้หมอน้อยทั้งหลายเครียดครับ

เอาล่ะครับ หลังจากทุกคนอ่านบทความนี้แล้ว คงจะได้รับรู้ถึงประสบการณ์ในการเรียนแพทย์ในอีกแง่มุมหนึ่ง แต่ยังไงขอให้วิจารณญาณในการตัดสินแล้วกันครับ ว่าควรจะเชื่อหรือไม่ ไว้พบกันใหม่โอกาสหน้า สวัสดี
 

MaMime © 2008. Design By: SkinCorner